
ผมได้รับเชิญให้เดินทางไปสำรวจสถานที่เสด็จประพาสต้นหัวเมืองเหนือ โดยวันแรก ออกเดินทางจาก ททท. รับประทานอาหารกลางวันที่ร้านนายหยา จากนั้นจึงเดินทางไปเที่ยวชมสถานที่ที่เสด็จประพาสต้นดังนี้
1. เมืองไตรตรึงษ์ เมืองไตรตรึงษ์ ตั้งอยู่ที่ตำบลไตรตรึงษ์ บนทางหลวงหมายเลข 1 สายกำแพงเพชร-นครสวรรค์ ห่างจากตัวเมือง 18 กิโลเมตร เป็นเมืองเก่า สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าไชยสิริกษัตริย์เชียงราย ซึ่งได้หนีข้าศึกจากเชียงรายลงมาสร้างเมืองนี้ขึ้น เมื่อ พ.ศ. 1542 ปัจจุบันโบราณสถานต่าง ๆ ทรุดโทรมลงมาก เหลือเพียงซากเจดีย์และเชิงเทินเท่านั้น ซากกำแพงเมืองยังปรากฏเห็นได้ชัดเจน ตัวเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนานกับแม่น้ำปิงขนาดกว้างประมาณ ๔๕๐ เมตร ยาวประมาณ ๘๐๐ เมตร มีทางเข้าสู่เมือง ๒ ทาง ภายในกำแพงเมืองมีโบราณสถานทางศาสนาหลายแห่ง วัดสำคัญในกำแพงเมืองมี ๒ วัดเรียกว่า วัดเจ็ดยอด และวัดพระปรางค์ ภายนอกกำแพงเมืองทางด้านทิศใต้มีวัดขนาดใหญ่เรียกกันว่า วัดวังพระธาตุ ที่วัดนี้มีเจดีย์ทรงไทยหรือทรงพุ่มข้าวบิณฑ์เป็นเจดีย์หลัก รอบเจดีย์มีเจดีย์รายทั้ง ๔ ทิศปัจจุบันไม่มีให้เห็นแล้ว นอกจากนี้ยังมี เศียรพระพุทธรูปขนาดใหญ่วางอยู่บนพื้นดินเรียกว่าพระใหญ่ โบสถ์ขนาดเล็กที่สามารถเดินลอดใต้พื้นได้ แต่ที่น่าสนใจคือประวัติเมืองเรื่อท้าวแสนปม
GPS 16 22 22.8
1. เมืองไตรตรึงษ์ เมืองไตรตรึงษ์ ตั้งอยู่ที่ตำบลไตรตรึงษ์ บนทางหลวงหมายเลข 1 สายกำแพงเพชร-นครสวรรค์ ห่างจากตัวเมือง 18 กิโลเมตร เป็นเมืองเก่า สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าไชยสิริกษัตริย์เชียงราย ซึ่งได้หนีข้าศึกจากเชียงรายลงมาสร้างเมืองนี้ขึ้น เมื่อ พ.ศ. 1542 ปัจจุบันโบราณสถานต่าง ๆ ทรุดโทรมลงมาก เหลือเพียงซากเจดีย์และเชิงเทินเท่านั้น ซากกำแพงเมืองยังปรากฏเห็นได้ชัดเจน ตัวเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนานกับแม่น้ำปิงขนาดกว้างประมาณ ๔๕๐ เมตร ยาวประมาณ ๘๐๐ เมตร มีทางเข้าสู่เมือง ๒ ทาง ภายในกำแพงเมืองมีโบราณสถานทางศาสนาหลายแห่ง วัดสำคัญในกำแพงเมืองมี ๒ วัดเรียกว่า วัดเจ็ดยอด และวัดพระปรางค์ ภายนอกกำแพงเมืองทางด้านทิศใต้มีวัดขนาดใหญ่เรียกกันว่า วัดวังพระธาตุ ที่วัดนี้มีเจดีย์ทรงไทยหรือทรงพุ่มข้าวบิณฑ์เป็นเจดีย์หลัก รอบเจดีย์มีเจดีย์รายทั้ง ๔ ทิศปัจจุบันไม่มีให้เห็นแล้ว นอกจากนี้ยังมี เศียรพระพุทธรูปขนาดใหญ่วางอยู่บนพื้นดินเรียกว่าพระใหญ่ โบสถ์ขนาดเล็กที่สามารถเดินลอดใต้พื้นได้ แต่ที่น่าสนใจคือประวัติเมืองเรื่อท้าวแสนปม
GPS 16 22 22.8
99 34 1.8
2. พิพิธภัณฑ์กล้วย ศูนย์รวบรวมสายพันธุ์กล้วยฯ นี้ เกิดขึ้นมาเมื่อเริ่มมีการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์สถานจังหวัดกำแพงเพชรเฉลิมพระเกียรติ โดยเมื่อสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์ พระองค์ก็ได้พระราชทานหน่อกล้วยไข่และกล้วยน้ำว้าให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร โดยมีแนวพระราชดำริที่จะอนุรักษ์สายพันธุ์กล้วย ซึ่งเป็นผลไม้ที่มีคุณประโยชน์มากมายนี้ไว้ และภายหลังก็ได้มีการนำหน่อกล้วยทั้งสองหน่อนั้นมาปลูกไว้ในพื้นที่ด้านหลังอาคารพิพิธภัณฑ์ จากต้นกล้วยสองต้น ในวันนี้กลายมาเป็นศูนย์รวบรวมสายพันธุ์กล้วยที่มีพันธุ์กล้วยกว่า 150 สายพันธุ์สืบเนื่องจากมีโครงการอนุรักษ์พันธุ์กล้วยของไทยเกิดขึ้นและได้เริ่มต้นโครงการอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ พ.ศ.2544 ดังนั้น ศูนย์รวบรวมสายพันธุ์กล้วยฯ จึงเป็นสถานที่อีกแห่งหนึ่งในจังหวัดกำแพงเพชรซึ่งคนที่สนใจเรื่องกล้วยรวมไปถึงคนที่ชอบกินกล้วย ไม่ควรพลาดที่จะแวะมาชม เพราะจะมีกล้วยกว่า 150 สายพันธุ์ให้ชม และชิม ความน่าสนใจภายในศูนย์รวบรวมสายพันธุ์กล้วยฯ นี้ อยู่ที่การได้พบว่านอกจากกล้วยน้ำว้า กล้วยไข่ กล้วยหอม กล้วยตานี กล้วยเล็บมือนางแล้ว ยังมีกล้วยชื่อแปลกๆ หน้าตาแปลกๆ บางพันธุ์กินได้ บางพันธุ์กินไม่ได้ บางพันธุ์ก็ไม่มีในเมืองไทย และอีกหลายร้อยสายพันธุ์กล้วยที่เรายังไม่รู้จัก พื้นที่ส่วนแรกที่เราจะได้ชมกันใกล้ๆ นั้นก็คือกล้วยประเภทกล้วยประดับ ซึ่งเป็นต้นกล้วยประเภทหนึ่งที่มีรูปทรงแปลก มีดอกสวย แต่ผลกล้วยมักมีรสชาติไม่ดีคนจึงไม่นิยมกินกัน แต่นิยมนำมาปลูกเพื่อเป็นไม้ประดับแทน เช่น "กล้วยบัวชมพู" ที่ปลีกกล้วยเป็นชมพูสวยเหมือนดอกบัว ทั้งยังชูปลีขึ้นสูงเหมือนดอกไม้ แทนที่จะห้อยลงพื้นเหมือนปลีกกล้วยชนิดอื่นๆ หรือจะเป็น "กล้วยหมูสัง" ไม้เลื้อยชนิดหนึ่งที่ดูจากลักษณะของต้นแล้วไม่มีส่วนใดเหมือนกล้วยเลยสักนิด ดอกของต้นกล้วยหมูสังนั้นก็คล้ายดอกนมควายมีสีสันสวยงาม แต่เหตุที่เรียกต้นไม้ชนิดนี้ว่ากล้วยนั้นก็คงเพราะผลของมันเหมือนผลกล้วยไม่มีผิด แต่รสชาตินั้นคนละเรื่องกันเลย ส่วน "กล้วยร้อยหวี" ก็เป็นกล้วยประดับอีกชนิดหนึ่งหน้าตาแปลกเสียจนคนที่ไม่เคยเห็นถึงกับจุดธูปไหว้ขอห้วยกันเลยทีเดียว แท้จริงแล้วกล้วยร้อยหวีก็เป็นกล้วยอีกสายพันธุ์หนึ่ง บางคนก็เรียกกล้วยงวงช้างเพราะผลของกล้วยชนิดนี้จะออกผลเป็นหวีกล้วยขนาดเล็กราวร้อยหวี แต่ละหวีมีผลประมาณ 10-15 ผล เมื่อรวมทั้งเครือก็จะมีผลเป็นพันผลเลยที่เดียว แต่ผลกล้วยชนิดนี้เล็กและมีเมล็ดมากเสียจนไม่นิยมกิน จึงนำมาเป็นกล้วยประดับแทน จากบริเวณที่ปลูกกล้วยประดับ เดินลึกเข้ามาด้านในมาดูดงดกล้วยกันบ้าง ในดงกล้วยนี้มีบรรยากาศร่มรื่นมีต้นกล้วยปลูกเป็นแถวเป็นแนวยาวเป็นระเบียบ โดยต้นกล้วยเหล่านี้ก็เป็นกล้วยร้อยกว่าสายพันธุ์ที่สามารถกินได้เกือบทั้งหมด โดยพันธุ์กล้วยที่น่าสนใจก็เช่น กล้วยนาคค่อม ที่จะมีผลเป็นสีแดงอบม่วง กล้วยกล้าย กล้วยผลยาวรูปทรงโค้งงอ ผลเรียงไม่เป็นระเบียบ กล้วยหลอกลิง ที่มักจะหลอกให้ลิงงุนงง เพราะกล้วยชนิดนี้เวลาออกผลจะมีกลีบใบยาวเป็นชั้นปิดเครือกล้วยไว้ จะมองเห็นก็ต่อเมื่อมองจากด้านล่างเท่านั้น พอลิงมองจากพื้นข้างล่างก็จะเห็นผลกล้วย แต่พอปืนขึ้นไปบนต้นจะไปเก็บกล้วยมากินก็กลับมองหาไม่เจอเสียนี่ นอกจากนั้นแล้วก็จะมีกล้วยชนิดอื่นๆ ที่ไม่ค่อยได้เห็นกันนัก เช่น กล้วยเทพนม ที่กล้วยทั้งหวีนั้นจะประกบติดกัน มีลักษณะเหมือนฝ่ามือทั้งสองข้างมาประกบกันพนมมืออยู่ จึงเรียกกล้วยเทพนม กล้วยหอมพันธุ์ซูเปอร์แคระ เพราะต้นเล็กเตี้ยสมชื่อ กล้วยทิ้งปลีกล้วยตานีดำ ที่นำเข้ามาจากประเทศฟิลิปปินส์ และ อินโดนีเซีย ใกล้บ้านเรานี่เอง กล้วยบางต้นกำลังออกปลี บางต้นมีแต่ใบ และบางต้นก็กำลังมีลูกสุกเหลืองพร้อมกิน ถ้าใครไปเยี่ยมชมช่วงกล้วยสุกก็จะได้ลิ้มรสกล้วยประเภทต่างๆ กันด้วย ดังนั้น ศูนย์รวบรวมสายพันธุ์กล้วยฯ แห่งนี้จึงเป็นเหมือนห้องเรียนขนาดใหญ่ที่นักเรียนจะได้เรียนรู้จากของจริงได้ทั้งดู ทั้งสัมผัส และลิ้นรสชาติ บนเรือนไทย อันเป็นที่ตั้งของ "พิพิธภัณฑ์สถานจังหวัดกำแพงเพชร เฉลิมพระเกียรติ" ที่ได้กล่าวถึงข้างต้นไปแล้วพิพิธภัณฑ์แห่งนี้สร้างขึ้นเรื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ในวันที่ 9 มิ.ย. 2539 โดยตัวพิพิธภัณฑ์นั้นเป็นเรือนไทยหมู่แบบเรือนไทยภาคกลาง สร้างด้วยไม้สักทองทั้งหลัง ตั้งอยู่บนพื้นที่ 25 ไร่ด้วยกัน ในเรือนไทยหลังนี้แบ่งห้องจัดแสดงออกเป็น 4 ห้องด้วยกัน คือ "ห้องประวัติศาสตร์เมือง" ที่กล่าวถึงความเป็นมาของเมืองกำแพงเพชร ข้อมูลทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี รวมไปถึงลักษณะทางภูมิศาสตร์และลักษณะธรรมชาติวิทยาในท้องถิ่น ห้อง "ชาติพันธุ์วิทยา" จัดแสดงสภาพชีวิตความเป็นอยู่ ขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวกำแพงเพชร อีกทั้งยังมีข้อมูลเกี่ยวกับชนกลุ่มน้อยเผ่าต่างๆ ที่ตั้งถิ่นฐานจังหวัดกำแพงเพชร ไม่ว่าจะเป็น ม้ง เย้า กะเหรี่ยง ลีซอ โดยจัดแสดงในรูปของหุ่นจำลองการแต่งกาย และสภาพความเป็นอยู่ของชนกลุ่มน้อยเหล่านั้น และห้อง "มรดก ดีเด่นของกำแพงเพชร" มรดกดีเด่นเมืองกำแพงเพชร จัดแสดงของดีของจังหวัดกำแพงเพชรอย่างพระซุ้มกอ หนึ่งในพระเบญจภาคีอันมีชื่อเสียง และกล้วยไข่ พืชเศรษฐกิจของเมืองกำแพงเพชรอีกด้วย
GPS 16 29 16.6
99 31 21.6
3. โบราณสถานในเขตเมืองกำแพงเพชร เมืองกำแพงเพชรตั้งอยู่บนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิงและเป็นบริเวณที่ตั้งของตัวจังหวัดกำแพงเพชรปัจจุบัน ลักษณะเมืองมีรูปแบบคล้ายกับสี่เหลี่ยมคางหมูวางยาวขนานไปกับแม่น้ำ ความยาวของกำแพงเมืองด้านเหนือประมาณ 2,400 เมตร ด้านใต้ประมาณ 2,160 เมตร ความกว้างด้านตะวันออกประมาณ 540 เมตร และความกว้างด้านตะวันตกประมาณ 220 เมตร กำแพงเมืองก่อด้วยศิลาแลงทำเป็นชั้นเชิงเทิน ตอนบนสุดก่อเป็นรูปใบเสมา มีประตูเมืองโดยรอบรวม 10 ประตู กำแพงเมืองยังมีป้อมปราการที่มั่นคงแข็งแรงทั้งที่บริเวณมุมเมืองทั้ง 4 มุมและในแนวกำแพงเมือง รวมทั้งยังมีป้อมรูปสี่เหลี่ยมตั้งอยู่ด้านหน้าประตูเมืองด้วย ภายในเมืองและนอกเมืองกำแพงเพชรมีซากโบราณสถานใหญ่น้อยเป็นจำนวนมาก เกือบทั้งหมดเป็นศาสนสถานเนื่องในพระพุทธศาสนาลัทธิเถรวาทแบบลังกาวงศ์ กลางเมืองมีวัดพระแก้ว วัดพระธาตุเป็นศูนย์กลาง และเป็นวัดหลวงที่มีเฉพาะเขตพุทธาวาส ไม่มีพระภิกษุจำพรรษา ทางด้านทิศเหนือของวัดพระแก้วเป็นบริเวณที่เรียกว่าสระมน (เชื่อกันว่าเป็นบริเวณวังโบราณ) และเทวสถานศาลพระอิศวรซึ่งสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา บริเวณนอกเมืองทางด้านทิศเหนือ มีกลุ่มวัดโบราณขนาดใหญ่น้อยประมาณ 40 แห่ง สร้างอยู่บนเนินเขาลูกรังขนาดย่อม จัดเป็นเขตอรัญญิกของเมืองกำแพงเพชร โบราณสถานสำคัญ ได้แก่ วัดพระนอน วัดป่ามืด วัดพระสี่อิริยาบถ วัดฆ้องชัย วัดนาคเจ็ดเศียร วัดสิงห์ วัดกำแพงงาม วัดเตาหม้อ วัดช้างรอบ และวัดอาวาสใหญ่ กลุ่มโบราณสถานเขตอรัญญิกนับเป็นงานสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของเมืองกำแพงเพชร บริเวณฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปิงหรือฝั่งตรงข้ามกับเมืองกำแพงเพชร เป็นที่ตั้งของเมืองโบราณอีกเมืองหนึ่งที่เรียกว่าเมืองนครชุม ลักษณะตัวเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าอยู่ตรงปากคลองสวนหมาก กำแพงเมืองเป็นลักษณะคันดินสามชั้น ซึ่งในปัจจุบันถูกทำลายไปมากทั้งการกัดเซาะของแม่น้ำปิง และการขยายตัวของชุมชนปัจจุบัน กลุ่มโบราณสถานสำคัญชองเมืองนครชุมตั้งอยู่นอกเมืองทางด้านทิศใต้ ห่างจากแนวกำแพงเมืองประมาณ 500 เมตร เป็นกลุ่มวัดเขตอรัญญิกของเมืองนครชุม วัดสำคัญได้แก่ วัดเจดีย์กลางทุ่ง วัดหนองพิกุล วัดซุ้มกอ และวัดหนองลังกา
GPS 16 30 3.7
90 30 55.9
4. ท้ายสุดของการเที่ยวชมโบราณสถานในเขตอรัญญิก ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชรได้ให้เกียรติมาต้อนรับคณะพร้อมทั้งรองเจ้าคณะจังหวัดมาเป็นผู้นำการเวียนเทียนรอบวัดพระสี่อิริยาบถ
ในวันแรกได้พักที่โรมแรมชากังราว
4. ท้ายสุดของการเที่ยวชมโบราณสถานในเขตอรัญญิก ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชรได้ให้เกียรติมาต้อนรับคณะพร้อมทั้งรองเจ้าคณะจังหวัดมาเป็นผู้นำการเวียนเทียนรอบวัดพระสี่อิริยาบถ
ในวันแรกได้พักที่โรมแรมชากังราว
GPS 16 23 22.4
99 32 39.6
วันที่สอง เดินทางออกจากโรงแรมที่พักไปชมสถานที่ต่างๆ ดังนี้
1. โรงงานผลิตเฉาก๊วยกำแพงเพชร หรือเฉาก๊วยชากังราว นักท่องเที่ยวที่เข้าชมจะได้เห็นขั้นตอนการทำตั้งแตแรกเริ่มโดยการนำต้นเฉาก๊วยมาล้างทำความสะอาด นำมาต้มและคั้นเอาน้ำยางที่เป็นสีดำ มาผสมกับแป้ง แล้วจึงนำมาผึ่งให้แห้งเพื่อจับตัวเป็นแผ่นตามรูปแบบ จากนั้นจึงนำมาตัดเป็นรูปลูกเต๋าผสมกับน้ำเชื่อม จึงบรรจุลงห่อพร้อมรับประทานขายในราคา 12 บาท ต่อถุงเล็กเฉาก๊วยชากังราว จ.กำแพงเพชรจะ หอม หวาน อร่อย เหนียว นุ่ม ชุ่มชื่นใจ เป็นเฉาก๊วยเพื่อสุขภาพ เป็นพืชสมุนไพรที่ให้คุณค่า ช่วยลดความดันโลหิตสูง ลดอาการไข้ และอาการอักเสบของกล้ามเนื้อและตับ แก้ร้อนในกระหายน้ำ
วันที่สอง เดินทางออกจากโรงแรมที่พักไปชมสถานที่ต่างๆ ดังนี้
1. โรงงานผลิตเฉาก๊วยกำแพงเพชร หรือเฉาก๊วยชากังราว นักท่องเที่ยวที่เข้าชมจะได้เห็นขั้นตอนการทำตั้งแตแรกเริ่มโดยการนำต้นเฉาก๊วยมาล้างทำความสะอาด นำมาต้มและคั้นเอาน้ำยางที่เป็นสีดำ มาผสมกับแป้ง แล้วจึงนำมาผึ่งให้แห้งเพื่อจับตัวเป็นแผ่นตามรูปแบบ จากนั้นจึงนำมาตัดเป็นรูปลูกเต๋าผสมกับน้ำเชื่อม จึงบรรจุลงห่อพร้อมรับประทานขายในราคา 12 บาท ต่อถุงเล็กเฉาก๊วยชากังราว จ.กำแพงเพชรจะ หอม หวาน อร่อย เหนียว นุ่ม ชุ่มชื่นใจ เป็นเฉาก๊วยเพื่อสุขภาพ เป็นพืชสมุนไพรที่ให้คุณค่า ช่วยลดความดันโลหิตสูง ลดอาการไข้ และอาการอักเสบของกล้ามเนื้อและตับ แก้ร้อนในกระหายน้ำ
GPS 16 30 32.0
99 31 18.2
2. ชมรีสอร์ทในจังหวัดกำแพงเพชรบริเวณริมแม่น้ำปิง เช่น เทคโนรีสอร์ท
3. เขาหนอ เขาแก้ว อยู่ริมทางหลวงสายพหลโยธิน ช่วงนครสวรรค์ - กำแพงเพชร ในท้องที่ตำบลบ้านแดน อำเภอบรรพตพิสัย ปลัดอำเภอบรรพตพิสัย นายก อบต.บ้านแดนและเจ้าหน้าที่ได้มาให้การต้อนรับคณะ พร้อมด้วยวิทยากรท้องถิ่น นายวัชรินทร์ เงินสุข มาเป็นผู้บรรยายตลอดการเดินทางใน จ.นครสวรรค์ เขาหน่อเป็นเขาหินปูนที่มีวัดเขาหน่ออยู่เชิงเขา มีบันไดขึ้นสู่ยอดเขาซึ่งเป็นจุดชมวิว ระหว่างทางมีถ้ำประดิษฐานพระพุทธรูปนอนองค์ใหญ่ เมื่อครั้งพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 เสด็จภาคเหนือทางชลมารคสายแม่น้ำปิง เคยทรงประทับพักแรมที่นี่ ต่อมาจังหวัดได้สร้างพระบรมรูปไว้เป็นอนุสรณ์ บริเวณเชิงเขามีฝูงลิงจำนวนมากนับพันตัว คอยรับอาหารจากนักท่องเที่ยวที่มา ส่วนเขาแก้วจะอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน มีถ้ำหลายถ้ำซึ่งเป็นที่อยู่ของค้างคาวมากมาย ในเวลาเย็นใกล้พลบค่ำฝูงค้างคาวจะพากันบินออกหากิน " พระพุทธเจ้าหลวง " ได้เคยเสด็จประพาสบริเวณเขาหน่อเมื่อปี 2449 และต่อมาในปี 2452 ได้พระราชทานสิ่งของให้แก่หลวงพ่อแหยม วัดบ้านแดน ภายในวัดเขาหน่อมีจุดสำคัญต่างๆ ในการตามรอยเสด็จประพาสต้น ได้แก่ " สระเสด็จ " ที่เคยทรงน้ำ สิ่งพระราชทานจากรัชกาลที่ 5 ถวายแด่ หลวงพ่อเเหยม
GPS 15 57 7.8
2. ชมรีสอร์ทในจังหวัดกำแพงเพชรบริเวณริมแม่น้ำปิง เช่น เทคโนรีสอร์ท
3. เขาหนอ เขาแก้ว อยู่ริมทางหลวงสายพหลโยธิน ช่วงนครสวรรค์ - กำแพงเพชร ในท้องที่ตำบลบ้านแดน อำเภอบรรพตพิสัย ปลัดอำเภอบรรพตพิสัย นายก อบต.บ้านแดนและเจ้าหน้าที่ได้มาให้การต้อนรับคณะ พร้อมด้วยวิทยากรท้องถิ่น นายวัชรินทร์ เงินสุข มาเป็นผู้บรรยายตลอดการเดินทางใน จ.นครสวรรค์ เขาหน่อเป็นเขาหินปูนที่มีวัดเขาหน่ออยู่เชิงเขา มีบันไดขึ้นสู่ยอดเขาซึ่งเป็นจุดชมวิว ระหว่างทางมีถ้ำประดิษฐานพระพุทธรูปนอนองค์ใหญ่ เมื่อครั้งพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 เสด็จภาคเหนือทางชลมารคสายแม่น้ำปิง เคยทรงประทับพักแรมที่นี่ ต่อมาจังหวัดได้สร้างพระบรมรูปไว้เป็นอนุสรณ์ บริเวณเชิงเขามีฝูงลิงจำนวนมากนับพันตัว คอยรับอาหารจากนักท่องเที่ยวที่มา ส่วนเขาแก้วจะอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน มีถ้ำหลายถ้ำซึ่งเป็นที่อยู่ของค้างคาวมากมาย ในเวลาเย็นใกล้พลบค่ำฝูงค้างคาวจะพากันบินออกหากิน " พระพุทธเจ้าหลวง " ได้เคยเสด็จประพาสบริเวณเขาหน่อเมื่อปี 2449 และต่อมาในปี 2452 ได้พระราชทานสิ่งของให้แก่หลวงพ่อแหยม วัดบ้านแดน ภายในวัดเขาหน่อมีจุดสำคัญต่างๆ ในการตามรอยเสด็จประพาสต้น ได้แก่ " สระเสด็จ " ที่เคยทรงน้ำ สิ่งพระราชทานจากรัชกาลที่ 5 ถวายแด่ หลวงพ่อเเหยม
GPS 15 57 7.8
99 52 47.70
4. วัดจอมคีรีนาคพรต (วัดเขาบวชนาค หรือ วัดลั่นทม) วัดจอมคีรีนาคพรต อยู่นอกตัวเมืองปากน้ำโพก่อน จะถึงสะพานเดชาติวงศ์ วัดนี้ตั้งอยู่บนเนินเขาเตี้ย ๆ ทางด้านซ้ายมือ ของ ถนนพหลโยธิน เมื่อขึ้นไปแล้ว จะมองเห็นทิวทัศน์อันงดงาม ของแม่น้ำเจ้าพระยา และสะพาน เดชาติวงศ์ ซึ่งเป็นสะพานข้ามแม่น้ำ เจ้าพระยา ที่วัดนี้มีรอยพระพุทธบาท มีงานนมัสการทุกเดือน ๑๒ นอกจากนี้หน้าบันของศาลาที่ได้แกะสลักดวงตราสัญญาลักษณ์ของสมเสด็จพระปิ่นกล้า และสมเด็จพระจอมกล้าวางอยู่คู่กันในพิพิธภัณฑ์ภายในวัด มีเรื่องเล่าสืบมาว่า โบสถ์เทวดาสร้างมาจากเรื่องเล่ามาว่าเมื่อแรกเริ่มนั้นชาวบ้านร่วมกันสร้างโบสถ์หลังนี้ในลักษณะลงเสา ทำพื้น พร้อมเครื่องบน แต่ยังมิได้ทำการยก โดยตั้งใจจะทำการยกในวันรุ่งขึ้น ในคืนนั้นได้มีแสงสว่างไปทั่วทั้งยอดเขาพร้อมเสียงมโหรีปี่พาทย์ จึงมีความเชื่อว่าเทวดามายกโบสถ์ให้เรียบร้อย จึงได้ยุติการก่อสร้างไว้เท่านั้น โบสถ์นี้จึงไม่มีผนังดังปรากฏจนทุกวันนี้ ร.5 ได้เสด็จมาทรงนมัสการพระพุทธรูปในโบสถ์เทวดาสร้างถึง 5 ครั้ง
GPS 15 40 55
4. วัดจอมคีรีนาคพรต (วัดเขาบวชนาค หรือ วัดลั่นทม) วัดจอมคีรีนาคพรต อยู่นอกตัวเมืองปากน้ำโพก่อน จะถึงสะพานเดชาติวงศ์ วัดนี้ตั้งอยู่บนเนินเขาเตี้ย ๆ ทางด้านซ้ายมือ ของ ถนนพหลโยธิน เมื่อขึ้นไปแล้ว จะมองเห็นทิวทัศน์อันงดงาม ของแม่น้ำเจ้าพระยา และสะพาน เดชาติวงศ์ ซึ่งเป็นสะพานข้ามแม่น้ำ เจ้าพระยา ที่วัดนี้มีรอยพระพุทธบาท มีงานนมัสการทุกเดือน ๑๒ นอกจากนี้หน้าบันของศาลาที่ได้แกะสลักดวงตราสัญญาลักษณ์ของสมเสด็จพระปิ่นกล้า และสมเด็จพระจอมกล้าวางอยู่คู่กันในพิพิธภัณฑ์ภายในวัด มีเรื่องเล่าสืบมาว่า โบสถ์เทวดาสร้างมาจากเรื่องเล่ามาว่าเมื่อแรกเริ่มนั้นชาวบ้านร่วมกันสร้างโบสถ์หลังนี้ในลักษณะลงเสา ทำพื้น พร้อมเครื่องบน แต่ยังมิได้ทำการยก โดยตั้งใจจะทำการยกในวันรุ่งขึ้น ในคืนนั้นได้มีแสงสว่างไปทั่วทั้งยอดเขาพร้อมเสียงมโหรีปี่พาทย์ จึงมีความเชื่อว่าเทวดามายกโบสถ์ให้เรียบร้อย จึงได้ยุติการก่อสร้างไว้เท่านั้น โบสถ์นี้จึงไม่มีผนังดังปรากฏจนทุกวันนี้ ร.5 ได้เสด็จมาทรงนมัสการพระพุทธรูปในโบสถ์เทวดาสร้างถึง 5 ครั้ง
GPS 15 40 55
100 07 18.2
5. วัดเกาะหงส์ " พระพุทธเจ้าหลวง " ได้เสด็จผ่านมาถึง " วัดบ้านเกาะ " หรือวัดเกาะหงษ์ " เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2449 ( ร.ศ 125 ) พระองค์นมัสการพระประธานในโบสถ์ และนมัสการ " หลวงปู่กัน" ซึ่งเป็นสมภารวัดในขณะนั้น โดยภายในพระอุโบสถ พระองค์ทรงเห็น " พระสังกัจจายน์ " ยืนมือกุมท้อง ทรงพอพระทัยเป็นอันมากจึงขอเชิญพระกัจจายน์ไป แล้วพระราชทานพระราชทรัพย์จำนวน 1 ชั่ง ( 80 บาท ) เพื่อให้จัดสร้างขึ้นใหม่แทนซึ่งก็คือองค์ที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ที่วัดยังมีโบราณวัตถุที่สำคัญ และเครื่งสังเคร็จอีกหลายชิ้น ความอัศจรรย์อีกอย่างหนึ่งของวัดแห่งนี้ก็คือ การรักษาโรคด้วยวิธี " เหยียบฉ่า " โดยหมอจะนำเท้าจุ่มสมุนไพร แล้วนำไปเหยียบแผ่นเหล็กที่กำลังเผาไฟจนร้อนจัด ขณะเหยียบเหล็กจะเกิดเปลวไฟลุกท่วมเท้าเสียงดัง " ฉ่า " จากนั้นก็นำมาเหยียบให้ผู้ป่วยบริเวณที่มีการเจ็บป่วย ซึ่งนับว่าเป็นการรักษาโรคแบบโบราณแก้โรคอัมพฤกษ์อัมพาตที่มีความอัศจรรย์มาก ตามตำนานกล่าวว่าสืบทอดกันมากกว่าร้อยปี และกราบหลวงพ่อกัน หลวงพ่ออินทร์ที่ศพไม่เน่าเปื่อยบรรจุอยู่ในโลงแก้วให้ผู้ที่ศรัทธาเกจิอาจารย์ในอดีตได้กราบไหว้ การเดินทาง ใช้เส้นทางสายนครสวรรค์-อำเภอโกรกพระ ระยะทางประมาณ 6 กิโลเมตร วัดจะอยู่ทางด้านซ้ายมือ
GPS 15 37 23.4
5. วัดเกาะหงส์ " พระพุทธเจ้าหลวง " ได้เสด็จผ่านมาถึง " วัดบ้านเกาะ " หรือวัดเกาะหงษ์ " เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2449 ( ร.ศ 125 ) พระองค์นมัสการพระประธานในโบสถ์ และนมัสการ " หลวงปู่กัน" ซึ่งเป็นสมภารวัดในขณะนั้น โดยภายในพระอุโบสถ พระองค์ทรงเห็น " พระสังกัจจายน์ " ยืนมือกุมท้อง ทรงพอพระทัยเป็นอันมากจึงขอเชิญพระกัจจายน์ไป แล้วพระราชทานพระราชทรัพย์จำนวน 1 ชั่ง ( 80 บาท ) เพื่อให้จัดสร้างขึ้นใหม่แทนซึ่งก็คือองค์ที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ที่วัดยังมีโบราณวัตถุที่สำคัญ และเครื่งสังเคร็จอีกหลายชิ้น ความอัศจรรย์อีกอย่างหนึ่งของวัดแห่งนี้ก็คือ การรักษาโรคด้วยวิธี " เหยียบฉ่า " โดยหมอจะนำเท้าจุ่มสมุนไพร แล้วนำไปเหยียบแผ่นเหล็กที่กำลังเผาไฟจนร้อนจัด ขณะเหยียบเหล็กจะเกิดเปลวไฟลุกท่วมเท้าเสียงดัง " ฉ่า " จากนั้นก็นำมาเหยียบให้ผู้ป่วยบริเวณที่มีการเจ็บป่วย ซึ่งนับว่าเป็นการรักษาโรคแบบโบราณแก้โรคอัมพฤกษ์อัมพาตที่มีความอัศจรรย์มาก ตามตำนานกล่าวว่าสืบทอดกันมากกว่าร้อยปี และกราบหลวงพ่อกัน หลวงพ่ออินทร์ที่ศพไม่เน่าเปื่อยบรรจุอยู่ในโลงแก้วให้ผู้ที่ศรัทธาเกจิอาจารย์ในอดีตได้กราบไหว้ การเดินทาง ใช้เส้นทางสายนครสวรรค์-อำเภอโกรกพระ ระยะทางประมาณ 6 กิโลเมตร วัดจะอยู่ทางด้านซ้ายมือ
GPS 15 37 23.4
100 05 8.2
6. วัดพระปรางค์เหลือง กรมพระยาดำรงราชานุภาพ บันทึกไว้ว่า ร. 5 ทรงเสด็จประพาสที่วัดพระปรางค์เหลืองรวม 3 ครั้ง ในการเสด็จครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ( พ.ศ. 2449 ) ร.ศ. 125 นับเป็นครั้งที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ นอกจากมีหลักฐานจากบทพระราชนิพนธ์ของ ร. 5 ทรงบันทึกการเดินทางเป็นรายวันถึงสถานที่ที่เสด็จประพาสต้นโดยละเอียด พร้อมทั้งทรงถ่ายภาพและในครั้งนี้ " หลวงพ่อเงิน " ได้ถวายการรดน้ำมนต์แด่ ร.5 ได้สมณศักดิ์เป็น " พระครูพยุหานุสาสก์ " ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอพยุหะคีรีมีชื่อทางด้านรดน้ำมนต์ " จินดามณี " " วัดพระปรางค์เหลือง " เป็นวัดโบราณที่เก่าแก่มากวัดหนึ่ง เจ้าหน้าที่ของกรมศิลปกรได้คำนวณอายุของวัดว่าเป็นวัดที่ถูกสร้างขึ้นประมาณปีพุทธศักราช 2305 ซึ่งเป็นสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ในอดีตที่ผ่านมาวัดมีชื่อเสียงในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ทางด้านยาสมุนไพรรดน้ำมนต์และคาถาตามหลักของแผนโบราณ รวมทั้งการรักษาโรคเคล็ด ขัด ยอก และ อัมพาต โดยวิธี " เหยียบฉ่า " อย่างได้ผล ซึ่งภายในวัด มีจุดสำคัญต่างๆ ในการตามรอยเสด็จประพาสต้น เช่น องค์พระปรางค์เหลือง วิหารหลวงพ่อโต แพที่จอดเรือสมัย ร.5 การสาธิตเหยียบฉ่า กุฏิหลวงพ่อเงิน เก๋งเรือพระราชทาน นมัสการรูปหล่อหลวงพ่อเงิน การเดินทาง ใช้ทางหลวงหมายเลข 32 สายกรุงเทพมหานคร-นครสวรรค์ แยกเข้าจังหวัดอุทัยธานี ก่อนข้ามสะพานวันรัต ให้เลี้ยวซ้ายตรงทางแยก ระยะทางประมาณ 500 เมตร วัดจะอยู่ทางด้านซ้ายมือ
GPS 15 25 13.7
6. วัดพระปรางค์เหลือง กรมพระยาดำรงราชานุภาพ บันทึกไว้ว่า ร. 5 ทรงเสด็จประพาสที่วัดพระปรางค์เหลืองรวม 3 ครั้ง ในการเสด็จครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ( พ.ศ. 2449 ) ร.ศ. 125 นับเป็นครั้งที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ นอกจากมีหลักฐานจากบทพระราชนิพนธ์ของ ร. 5 ทรงบันทึกการเดินทางเป็นรายวันถึงสถานที่ที่เสด็จประพาสต้นโดยละเอียด พร้อมทั้งทรงถ่ายภาพและในครั้งนี้ " หลวงพ่อเงิน " ได้ถวายการรดน้ำมนต์แด่ ร.5 ได้สมณศักดิ์เป็น " พระครูพยุหานุสาสก์ " ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอพยุหะคีรีมีชื่อทางด้านรดน้ำมนต์ " จินดามณี " " วัดพระปรางค์เหลือง " เป็นวัดโบราณที่เก่าแก่มากวัดหนึ่ง เจ้าหน้าที่ของกรมศิลปกรได้คำนวณอายุของวัดว่าเป็นวัดที่ถูกสร้างขึ้นประมาณปีพุทธศักราช 2305 ซึ่งเป็นสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ในอดีตที่ผ่านมาวัดมีชื่อเสียงในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ทางด้านยาสมุนไพรรดน้ำมนต์และคาถาตามหลักของแผนโบราณ รวมทั้งการรักษาโรคเคล็ด ขัด ยอก และ อัมพาต โดยวิธี " เหยียบฉ่า " อย่างได้ผล ซึ่งภายในวัด มีจุดสำคัญต่างๆ ในการตามรอยเสด็จประพาสต้น เช่น องค์พระปรางค์เหลือง วิหารหลวงพ่อโต แพที่จอดเรือสมัย ร.5 การสาธิตเหยียบฉ่า กุฏิหลวงพ่อเงิน เก๋งเรือพระราชทาน นมัสการรูปหล่อหลวงพ่อเงิน การเดินทาง ใช้ทางหลวงหมายเลข 32 สายกรุงเทพมหานคร-นครสวรรค์ แยกเข้าจังหวัดอุทัยธานี ก่อนข้ามสะพานวันรัต ให้เลี้ยวซ้ายตรงทางแยก ระยะทางประมาณ 500 เมตร วัดจะอยู่ทางด้านซ้ายมือ
GPS 15 25 13.7
100 08 10.7
7. เดินทางเข้าที่พักที่พญาไม้รีสอร์ท สามารถรองรับกรุ๊ปทัวร์ใหญ่ๆ ได้
GPS 15 22 57.7
7. เดินทางเข้าที่พักที่พญาไม้รีสอร์ท สามารถรองรับกรุ๊ปทัวร์ใหญ่ๆ ได้
GPS 15 22 57.7
100 02 1.3
วันที่สาม คณะทำบุญตักบาตรพระทางน้ำที่ท่าน้ำพญาไม้รีสอร์ท
1. วัดอุโบสถารามเดิมชื่อ “วัดโบสถ์มโนรมย์” ตั้งอยู่ริมแม่น้ำสะแกกรังฝั่งตรงข้ามกับตลาดสดเทศบาลเมืองอุทัยธานี สันนิษฐานว่าสร้างใน สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ภายในวัดมีโบราณสถานและโบราณวัตถุที่ทรงคุณค่าหลายอย่าง เช่น ภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในอุโบสถ ซึ่งเป็นภาพเขียนสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นเกี่ยวกับพุทธประวัติเริ่มตั้งแต่ประสูตจนถึงปรินิพพาน ฝีมือประณีตมาก ส่วนจิตรกรรมฝาผนัง ภายในวิหารเป็นฝีมือช่างสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เขียนภาพพระพุทธเจ้าเสด็จโปรดเทพยดาบนสวรรค์ และภาพปลงสังขาร ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีเจดีย์สามองค์ สามสมัย สามแบบ พระวิหาร พระอุโบสถ หอสวดมนต์ มณฑปแปดเหลี่ยม แพโบสถ์น้ำ พระพุทธบาทจำลอง สมัยรัชกาลที่ 4 พระพุทธรูปหล่อเงินหนัก 50 ชั่ง และสิ่งของพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้แก่หลวงพ่อ จันวัดโบสถ์ เมื่อครั้งเสด็จประพาสต้นที่เมืองอุทัยธานี เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2449 อาทิ บาตรฝาประดับมุก บาตรเนื้อลงหิน บาตรเคลือบ ย่ามเสด็จประพาสยุโรป หม้อน้ำกระโถนปากแตร แจกัน เป็นต้น แพโบสถ์น้ำ อยู่ด้านหน้าวัดอุโบสถาราม บริเวณริมแม่น้ำสะแกกรัง สร้างขึ้นเพื่อรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งเสด็จประพาสมณฑลฝ่ายเหนือเมื่อปี พ.ศ. 2449 เดิมเป็นแพแฝด 2 หลัง มีช่อฟ้าใบระกาเหมือนอุโบสถทั่วไป หน้าบันมีป้ายวงกลมจารึกภาษาบาลี “สุ อาคต เต มหาราชา” แปลว่า มหาราชาเสด็จฯ มาดี ต่อมาในปี พ.ศ. 2519 ได้ซ่อมแซมบูรณะใหม่เป็นหลังเดียวยกพื้น 2 ชั้น ให้เป็นสัดส่วนอาสนะสำหรับสงฆ์ และพื้นที่นั่งสำหรับฆราวาสหลังคาทรงปั้นหยา และย้ายป้ายกลมมาไว้หน้าจั่วตรงกลาง ปัจจุบันแพโบสถ์น้ำหลังนี้ชาวและได้ใช้ประกอบพิธีทางศาสนา เช่น แต่งงาน บวชนาค งานศพ และทำบุญต่าง ๆ
GPS 15 32 3.0
100 01 51.6
2. แม่น้ำสะแกกรัง เป็นลำน้ำที่ไหลผ่านตัวจังหวัดอุทัยธานี มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า ในสมัยก่อน เมื่อพ่อค้าล่องเรือผ่านมา จะรู้ได้ว่าถึงบ้านสะแกกรังแล้ว โดยเฉพาะในเดือนยี่ถึงเดือนสามจะสังเกตได้ชัดเจน ต้นสะแกจะออกดอกเล็กๆ ช่อยาวสีเขียวอมเหลืองห้อยลงมาริมน้ำ บริเวณสองฝั่งแม่น้ำจะมีเรือนแพอยู่เรียงราย ฝั่งแม่น้ำด้านตะวันตกมีอาคารบ้านเรือนอยู่หนาแน่น เป็นตลาดใหญ่ของที่มาขายที่ตลาดนั้น ทั้งข้าวสารซึ่งวางขายอยู่ในกระบุง อาหารคาวหวาน ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะปลูกเองทำเองและนำมาขาย ส่วนฝั่งแม่น้ำด้านตะวันออกเป็นเกาะเทโพ มีสวนผลไม้ และป่าไผ่ตามธรรมชาติ เรือนแพที่อยู่สองฝั่งแม่น้ำเป็นเรือนไม้สร้างคร่อมบนแพลูกบวบไม้ไผ่ ชาวแพบอกว่าอยู่แพแล้วสบาย หน้าร้อนลมเย็น หน้าหนาวตอนเช้าแดดอุ่น ชาวเรือนแพเหล่านี้ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำการประมงในช่วงเช้าหลังจากที่ได้ปลามาจะนำมาชำแหละ เสียบไม้เป็นแผง ผึ่งให้แห้ง ย่างรมควันทำเป็นปลาแห้ง และนำไปขายในตลาด ตามเรือนแพริมน้ำเหล่านี้ยังมีกระชังเลี้ยงปลาสวาย ปลาแรด และปลาเทโพบ้างเล็กน้อย สภาพความเป็นอยู่ที่สามารถพบเห็นตามสองฝั่งลำน้ำสะแกกรัง จึงเหมาะสำหรับนั่งเรือชมทิวทัศน์
2. แม่น้ำสะแกกรัง เป็นลำน้ำที่ไหลผ่านตัวจังหวัดอุทัยธานี มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า ในสมัยก่อน เมื่อพ่อค้าล่องเรือผ่านมา จะรู้ได้ว่าถึงบ้านสะแกกรังแล้ว โดยเฉพาะในเดือนยี่ถึงเดือนสามจะสังเกตได้ชัดเจน ต้นสะแกจะออกดอกเล็กๆ ช่อยาวสีเขียวอมเหลืองห้อยลงมาริมน้ำ บริเวณสองฝั่งแม่น้ำจะมีเรือนแพอยู่เรียงราย ฝั่งแม่น้ำด้านตะวันตกมีอาคารบ้านเรือนอยู่หนาแน่น เป็นตลาดใหญ่ของที่มาขายที่ตลาดนั้น ทั้งข้าวสารซึ่งวางขายอยู่ในกระบุง อาหารคาวหวาน ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะปลูกเองทำเองและนำมาขาย ส่วนฝั่งแม่น้ำด้านตะวันออกเป็นเกาะเทโพ มีสวนผลไม้ และป่าไผ่ตามธรรมชาติ เรือนแพที่อยู่สองฝั่งแม่น้ำเป็นเรือนไม้สร้างคร่อมบนแพลูกบวบไม้ไผ่ ชาวแพบอกว่าอยู่แพแล้วสบาย หน้าร้อนลมเย็น หน้าหนาวตอนเช้าแดดอุ่น ชาวเรือนแพเหล่านี้ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำการประมงในช่วงเช้าหลังจากที่ได้ปลามาจะนำมาชำแหละ เสียบไม้เป็นแผง ผึ่งให้แห้ง ย่างรมควันทำเป็นปลาแห้ง และนำไปขายในตลาด ตามเรือนแพริมน้ำเหล่านี้ยังมีกระชังเลี้ยงปลาสวาย ปลาแรด และปลาเทโพบ้างเล็กน้อย สภาพความเป็นอยู่ที่สามารถพบเห็นตามสองฝั่งลำน้ำสะแกกรัง จึงเหมาะสำหรับนั่งเรือชมทิวทัศน์
และแล้วการเดินทางตามรอยเส้นทางเสด็จประพาสต้นก็สิ้นสุดการเดินทางที่แม่น้ำสะแกกรัง